เลือกอาหารชะลอแก่

กุมภาพันธ์ 16, 2015, 02:23:34 PM โดย admin
0
2829
การรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นในแต่ละวัน ช่วยให้หน้าตาผิวพรรณสดใสขึ้น การรับประทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ก็เพื่อกระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก และการเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หรือรับประทานอาหารจำพวกแป้งให้น้อยลง ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่ดีขึ้นได้

จากความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก AddLife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำเคล็ดลับในการเลือกรับประทานอาหารชะลอแก่และห่างไกลจากโรค เพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิธีการรับประทานอาหารได้ตามนี้

1.ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดี และเมื่อทำเสร็จแล้วควรรับประทานทันที เพราะอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นลง เชื้อโรคที่หลงเหลือ หรือปนเปื้อนจะสามารถเจริญเติบโตในอาหารได้อีก ยิ่งทิ้งไว้นานเท่าใด ก็มีโอกาสเสี่ยงที่เชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้มากขึ้น เสื่ยงลำไส้อักเสบเรื้อรังดูดชึมอาหารน้อยลง ภูมิต้านทานอ่อนแอ ร่างกายอ่อนเพลีย

2.ไม่ควรรับประทานทานอาหารรสจัด ทั้ง เผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด เพราะจะทำให้กระเพาะทำงานหนัก โทษของกินอาหารรสจัด เช่น เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ท้องอืด อาจทำให้อ้วน เนื่องจากอาหารชะลอแก่รสจัดทำให้เรามีความอยากรับประทานอาหารมากขึ้น เสื่ยงกับโรคไต เพราะอาหารเค็มจัดมักมีส่วนผสมของเกลือ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่ในปริมาณมากและเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง อาหารรสหวานจัดอาจทำให้เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมีอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ หันมาเลือกกินอาหารรสจืด เริ่มจากการค่อยๆ ลดการปรุงรส ลดการกินน้ำจิ้ม

3.ไม่ควรรับประทานอาหารประเภทแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เนื่องจากร่างกายจะเก็บแป้งที่ร่างกายเผาผลาญไม่หมดเป็นไขมันสะสมตามตัว เกิดผลเสียต่อสุขภาพ คาร์โบไฮเดรตได้จากอาหารประเภท ข้าว แป้ง น้ำตาล ขนมปัง ธัญพืช เส้นก๋วยเตี๋ยว ผลไม้ น้ำหวาน และน้ำผึ้ง


4.ข้อควรรู้เรื่องพลังงานที่ได้รับจากอาหารในแต่ละวัน เฉลี่ยพลังงานทั้งหมดที่ต้องการต่อวัน ประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี อัตราส่วนอาหารที่เหมาะสมคือ ร้อยละ 50 ของพลังงานมาจากคาร์โบไฮเดรต และอาหารแป้งไม่เกิน 250 กรัมต่อวัน / ร้อยละ 20 ของพลังงานมาจากโปรตีน เท่ากับโปรตีน 100 กรัมต่อวัน / ร้อยละ 30 ของพลังงานมาจากไขมัน เท่ากับไขมัน 65 กรัม และควรเป็นไขมันอิ่มตัว ไม่เกินร้อยละ 10 หรือ 20 กรัมต่อวัน คนที่เผาผลาญน้อยก็ควรทานในปริมาณน้อยกว่าที่กล่าวนี้

5.ควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ผลไม้ ข้าว เนื้อไก่ อาหารจำพวกซุปชนิดต่าง ๆ โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ซึ่งมีผลทำให้สุขภาพของระบบย่อยอาหารดีขึ้น

6.เคี้ยวอาหารประมาณ 30 ครั้งในแต่ละมื้อเป็นอย่างน้อย เพราะข้อดีที่เห็นชัดเจน คือ จะช่วยให้ระบบย่อยทำงานน้อยลง "การเคี้ยวให้ช้าลง "ช่วยกระตุ้นสมอง และต่อมน้ำลาย

7.ควรดื่มน้ำเมื่อตื่นนอนทันที เพิ่มความสดชื่น กระตุ้นระบบขับถ่าย ระบบหลอดเลือด ความดันโลหิต และก่อนอาหารอย่างน้อยๆ 15 นาที ส่วนระหว่างรับประทานอาหารและหลังอาหาร 40 นาที ดื่มน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วช่วยให้น้ำย่อยเข้มข้น ย่อยอาหารได้เต็มที่ และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2 - 3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันเพื่อให้ลำไส้ดูดซึมได้ทัน

8.ไม่ควรรับประทานอาหารที่ผ่านการแปรรูป อาหารแปรรูป เพราะไม่ใช่อาหารชะลอแก่ เช่น ธัญพืชแบบกล่อง มีส่วนประกอบที่เป็นอันตราย ทั้งน้ำตาลฟรุกโตส สีผสมอาหาร ผงชูรส สารเติมแต่งอื่นๆ หรือแม้กระทั่งฟอร์มัลดิไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนยเทียมเป็นอาหารแปรรูปที่เป็นภัยต่อสุขภาพมากที่สุดชนิดหนึ่ง มันคือไขมันทรานส์แฟต มันฝรั่งทอดไม่มีคุณค่าทางอาหารใดๆ น้ำผลไม้แทบไม่เหลืออะไร นอกจากน้ำตาลกับน้ำเท่านั้น และสารเคมีอื่นๆ ที่เกิดจากกระบวนการอาหารแปรรูปและบรรจุกล่อง






ความคิดเห็น